เจาะลึกวิธีเลือกครีมกันแดดในปัจจุบัน กันแดดแบบไหนที่ดีที่สุด 2019 – AkeruFeed
little nomad
Home / BEAUTY / เจาะลึกวิธีเลือกครีมกันแดดในปัจจุบัน กันแดดแบบไหนที่ดีที่สุด 2019

เจาะลึกวิธีเลือกครีมกันแดดในปัจจุบัน กันแดดแบบไหนที่ดีที่สุด 2019

ในปัจจุบันตามท้องตลาดมีครีมกันแดดหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันจนผู้ซื้ออย่างเราปวดหัวไปตามๆ กัน บางอย่างซื้อตามรีวิวที่ว่าดีแต่กลับไม่เหมาะกับเราซะงั้น ด้วยปัญหาเหล่านี้เราเลยจะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยกับแพทย์หญิง สุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล แพทย์ผิวหนังประจำโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เจาะลึกวิธีเลือกครีมกันแดดในปัจจุบัน ว่ากันแดดที่ดีที่สุดเป็นยังไงและกันแดดแบบไหนที่คนผิวบอบบางแพ้ง่ายควรเลือกใช้กันแน่ เวลาเลือกซื้อครีมกันแดดควรคำนึงถึงอะไรบ้าง มีวิธีการเลือกอย่างไรให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวหน้าของเรา พร้อมเคล็ดลับในการทาครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด ไปค่ะสาวๆ หากพร้อมแล้วก็ไปพูดคุยกับคุณหมอกันเลย

ก่อนอื่นเรามาเริ่มกันที่ประเด็นที่หลายๆ คนน่าจะสงสัยและอยากรู้กันมากที่สุดก่อน ว่าเมื่อเราจะเลือกซื้อครีมกันแดดสักตัว เราต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง

Q: สิ่งที่ควรนึกถึงเมื่อจะเลือกซื้อครีมกันแดด

คุณหมอสุรีย์รัตน์กล่าวว่า ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ได้แก่

  1. เลือกผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และผ่าน อย.ชัดเจน
  2. เลือกครีมกันแดดชนิดที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง เช่น คนผิวมันควรเลือกครีมกันแดดเนื้อน้ำนมหรือ Fluid ที่มีความบางเบา ส่วนคนผิวแห้งครีมใช้แบบที่เป็นเนื้อครีมที่เข้มข้นขึ้นมาหน่อย ให้เหมาะกับสภาพผิวเรา
  3. คำนึงถึงกิจกรรมที่ทำในวันนั้นๆ เพื่อเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสม คือ หากอยู่ในที่ร่มหรืออยู่ในบ้าน (Indoor) ควรเลือกแบบที่มี SPF 15-30 ส่วนกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor) ควรเลือกแบบที่มี SPF 30 ขึ้นไป ถ้าออกกำลังกายหรือเล่นน้ำว่ายน้ำก็ควรเลือกชนิดที่เป็น Water Resistant (กันน้ำกันเหงื่อ) ด้วย
  4. เลือกประเภทของครีมกันแดดและทดสอบว่าแพ้หรือไม่ โดยลองทาที่ข้อพับแขนและทดลองทาออกแดดด้วย ไม่งั้นก็จะไม่รู้แน่ชัดว่าแพ้หรือไม่
  5. เลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA
    ต้องอธิบายก่อนว่า แสงแดดที่มาถึงเรามีตั้งแต่ UVA, UVB ส่วน UVC จะถูกกั้นไว้ตั้งแต่ชั้นบรรยากาศ ซึ่ง UVA กับ UVB การปกป้องของครีมกันแดดจะต่างกัน โดยค่า SPF เป็นการวัดค่าการป้องกันของ UVB ส่วน PA บอกถึงประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากรังสี UVA จึงต้องมีทั้งสองค่านี้ เพื่อการปกป้องผิวจากรังสียูวีนั่นเอง

แล้วที่บอกว่าควรเลือกจากประเภทของครีมกันแดดด้วย แล้วครีมกันแดดมีกี่ประเภทกันนะ? คงสงสัยกันล่ะสิ ..ซึ่งคุณหมออธิบายให้ฟังแบบง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

Q: ครีมกันแดดมีกี่ประเภท

หลักๆ แล้วครีมกันแดดจะมี 2 ประเภท ได้แก่ Non-chemical หรือที่เรียกกันว่า Physical และแบบ Chemical แต่ก็มีครีมกันแดดบางแบรนด์ที่ใช้หลักการของทั้ง 2 ประเภทมารวมกัน จึงเรียกว่าครีมกันแดดแบบผสม ซึ่งครีมกันแดดส่วนมากในท้องตลาดคือครีมกันแดดแบบผสมค่ะ

1. ครีมกันแดดแบบ Physical หรือ Non-Chemical

ครีมกันแดดแบบ Physical จะเป็นการสร้างเกราะป้องกันผิว เมื่อทาแล้วครีมจะเคลือบผิวหน้าเหมือนมีผ้ามาคลุมไว้ พอแสงแดดกระทบก็จะสะท้อนออกจากผิว กระเด้งออกไป และมีโอกาสแพ้น้อยกว่าครีมกันแดดแบบที่มีเคมี เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสาร และยังสามารถล้างออกได้หมดจด จึงปลอดภัยต่อผิวบอบบางแพ้ง่าย โดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็ก 6 ขวบขึ้นไปเลยค่ะ

ข้อดี

  • สะท้อนรังสี UV ออกจากผิว ช่วยลดการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ
  • ทาแล้วออกไปข้างนอกเผชิญกับแสงแดดได้ทันที
  • ติดทนบนผิวนาน เหมือนมีปราการเคลือบผิวตลอดวันโดยไม่ต้องทาซ้ำระหว่างวัน ในกรณีที่ไม่ได้ทำกิจกรรมที่เหงื่อออกหรือโดนน้ำแบบหนักหน่วง
  • มีโอกาสแพ้น้อยกว่าแบบ Chemical เพราะเมื่อรังสียูวีกระทบผิว จะสะท้อนออกจากผิว ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • ไม่อุดตันผิวจึงไม่ก่อให้เกิดสิว
  • ใช้ได้ทั้งครอบครัว ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่

ข้อเสีย

  • อย่างที่บอกไปว่าครีมกันแดดชนิดนี้ใช้แล้วจะเหมือนว่าตัวครีมเคลือบหรือฉาบผิวหน้าของเราไว้ จึงอาจทำให้ทาแล้วหน้าดูขาวและเงาขึ้นเล็กน้อย แต่ปัจจุบันมีแบรนด์ที่พัฒนาเนื้อครีมให้มีอณูที่ละเอียดมาก ซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกและง่ายดาย ทาแล้วหน้าไม่ขาววอกด้วย

2. ครีมกันแดดแบบ Chemical

ครีมกันแดดแบบเคมีหลังจากทาแล้ว เมื่อมีรังสี UV มากระทบ จะดูดซับรังสี UV ไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ซึ่งเมื่อความร้อนทำปฏิกิริยากับผิว ผิวจึงอาจหมองคล้ำ และอาจเกิดอาการแสบร้อน แพ้หรือระคายเคืองผิวได้

ข้อดี

  • เนื้อบางเบา ทาแล้วไม่หนักหน้า
  • มีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้

ข้อเสีย

  • หลังทาต้องรอ 10-15 นาที ถึงจะออกแดดได้
  • ประสิทธิภาพของการกันแดดลดลงเรื่อยๆ เมื่อได้รับความร้อนจากรังสี UV จึงต้องทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง
  • ผิวบอบบางแพ้ง่ายมีโอกาสแพ้ได้ เพราะการทำปฏิกิริยาของสารเคมี โดยอาจแพ้ที่ตัวครีมกันแดดหรือแพ้สารหลังจากการเปลี่ยนสภาพแล้วก็ได้
  • ทำให้ผิวระคายเคือง มีการเกิดอนุมูลอิสระได้

ส่วนแบบผสมก็คือการนำหลักการของทั้ง 2 ประเภทมารวมกัน โดยอาจจะเน้นไปทางใดทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ

Q: คุณหมอแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดแบบไหน

A: จริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพผิว กิจกรรมประจำวันนั้นๆ ใช้แล้วแพ้หรือไม่ แต่สำหรับคนผิวบอบบางแพ้ง่าย หมอแนะนำเป็นครีมกันแดดแบบ Physical หรือ Non-Chemical เพราะเสี่ยงต่ออาการแพ้น้อยกว่า แต่ก็จำเป็นต้องลองทดสอบด้วยตนเองเช่นกันค่ะ

นอกจากนี้ยังต้องดูในเรื่องของสีครีมกันแดด เพราะบางชนิดก็มีสีผสมด้วย เช่น สีเบจ สีครีม ทำให้เราทาได้ง่ายขึ้น ทำให้หน้าไม่วอกไม่ลอย และอย่างที่บอกว่าครีมกันแดดแบบ Physical ใช้แล้วหน้าจะเงานิดหน่อย ก็ต้องลองเทสดูว่าโอเคกับสภาพผิวเราไหม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงกิจกรรมที่เราทำเพื่อเลือกค่า SPF ให้เหมาะสมอีกด้วย

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดแบบ Physical ที่หมอรู้จักก็เช่น Smooth E, Mizumi, Provamed แต่อย่าง Smooth E Physical White Babyface UV Expert จะเป็นครีมกันแดดแบบ 100% Non-Chemical เลย ซึ่งอ่อนโยนมากจนสามารถทาใต้ตาได้ด้วย ถือเป็นข้อดีเลยของครีมกันแดดประเภทนี้เลยค่ะ

Q: ผลิตภัณฑ์ที่เคลมว่าสามารถกันแดดได้ทั้งวันโดยไม่ต้องทาซ้ำเลย จะกันได้ดีจริงๆ หรือไม่

A: ครีมกันแดดกลุ่ม Physical จะไม่ต้องทาซ้ำระหว่างวันเหมือนกลุ่ม Chemical เพราะกันแดดแบบคนละหลักการ อย่างที่บอกว่าแบบ Physical เนื้อครีมจะฉาบผิวไว้ แต่แบบ Chemical เนื้อครีมจะแปรสภาพเมื่อโดนแดดทำให้ประสิทธิภาพจะค่อยๆ ลดลง และถ้าทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีคำว่า Water resistant หรือสามารถกันน้ำกันเหงื่อได้ด้วยนะคะ

Q: ผิวหลังทำเลเซอร์สามารถทาครีมกันแดดได้ทันทีเลยหรือไม่

A: ทาได้เลยและจำเป็นมากค่ะ เพราะผิวหลังเลเซอร์จะค่อนข้างเซนซิทีฟและบอบบาง ถ้าไปเจอแดดโดยที่เราไม่ทาครีมกันแดดจะทำให้ผิวระคายเคืองหรือมีรอยดำได้ง่าย แต่ควรเลือกที่เน้นไปทาง Physical หรือ Non-Chemical เพราะจะเหมาะกับผิวบอบบางค่ะ

Q: การทาครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรทำอย่างไร

สำหรับวิธีการทาครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คุณหมอก็ให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ไว้ดังนี้

  • ควรทาครีมกันแดดหนาๆ ปริมาณอย่างน้อย 2 ข้อนิ้วมือ โดยทาให้ทั่วใบหน้า ถ้าทาแค่ทาบางๆ อาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพตามที่ฉลากระบุไว้
  • ถ้าออกแดดแรงมากๆ แนะนำให้ทาครีมกันแดดทุกๆ 2 ชั่วโมง (แต่ถ้าเป็นครีมกันแดดแบบ Physical สามารถกันได้ถึง 8 ชั่งโมง โดยไม่ต้องทาซ้ำระหว่างวันเลย)
  • เลือกครีมกันแดดที่มี SPF 50 ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับในปัจจุบันแล้ว เนื่องจากผลวิจัยระบุว่า แม้ว่ามีค่า SPF สูงกว่า 50 ก็มีประสิทธิภาพต่างกันไม่ถึง 1%
  • ควรล้างหน้าให้สะอาด เพื่อปกป้องปัญหาผิวต่างๆ เช่น สิวอุดตัน

 

หลังจากคุยกับคุณหมอก็เข้าใจหลักการทำงานของครีมกันแดดขึ้นเยอะเลย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และให้ความรู้กับเพื่อนๆ กันนะคะ รู้ถึงข้อดีและข้อเสียของครีมกันแดดแต่ละชนิดแล้ว ต่อไปจะได้เลือกซื้อให้ถูกต้องและเหมาะกับผิว ส่วนตัวคิดว่าครีมกันแดดแบบ 100% Non-chemical นี่แหละที่เราควรเลือกใช้ เพราะอ่อนโยนต่อผิว เสี่ยงต่อการแพ้น้อยกว่า และสามารถใช้ได้ทั้งครอบครัวเลย

เพื่อนๆ ก็ลองชั่งใจดูนะคะว่าแบบไหนที่เหมาะกับผิวหน้าเรา แต่บอกเลยว่าการทาครีมกันแดดเป็นสิ่งสำคัญมาก ห้ามละเลยหรือขี้เกียจทาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหน้าจะแก่เร็วเอานะ!

 

 

ถ้าชอบบทความนี้ กด Like
เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะคะ

กดติดตาม akerufeed ทางทวิตเตอร์

ครีมกันแดดใช้ดี แนะนำกันแดดน่าใช้ แนะนำการดูแลผิวไหม้
เจลลดรอยสิวW7 Candy Blushเจลอาบน้ำเด็กรีวิวครีมกันแดด BEAR & FRIENDS ป้องกัน PM 2.5

Check Also

เลิกด่วน! 5 ความเชื่อผิดๆ ในการมาสก์หน้า ส่งผลร้ายต่อผิวสวย

“มาสก์หน้ …

About little nomad

A girl with a cap :)
Previous รีวิว Regenez วิตามินสำหรับคนผมหลุดร่วงเยอะ ใช้แล้วเห็นผล!
Next ชี้เป้า 12 สเปรย์ดับกลิ่นห้อง หอมสดชื่น ดับกลิ่นอับ
Don`t copy text!